วันจันทร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2555

การอภิบาล 1:1 (1 by 1 Shepherding)


  • คนมีค่ากว่าตึกอาคาร เสียทุกอย่างได้ เสียคนไม่ได้
  • ระดับใจที่เห็นคุณค่างานพระเจ้า 
  • ฟังไม่ได้เพื่อความรู้ แต่เพื่อนำไปปฎิบัติ
การอภิบาล 1:1 (1 by 1 Shepherding)
  1. 1:1
  2. Care
  3. Word for life
  4. David
  5.  Sunday service
1:1 ดูแลทุกด้าน
  1. ร่างกาย -->อาหาร ออกกำลังกาย นอนหลับ Ex A.DC ทำครบถ้วน
  2. จิตใจ  -->ความคิด
           -->อารมณ์
          -->ความรู้สึก
          --> การตัดสินใจ
            ใช้ความรู้สึก ส่งเสริมความจริง
    3.  จิตวิญญาณ
       มีเวลาส่วนตัวในการนมัสการ
       มีเวลาส่วนตัวในการอธิษฐาน
      มีเวลาส่วนตัวในการ พระวจนะ

ชีวิต
พระคำ
4 ช่องทางการสำแดง
  1. การทรงสร้าง
  2. การเผยพระวจนะ
  3. การปรากฏของพระเยซู
  4. พระคัมภีร์
พระคัมภีร์พูดทุกเรื่อง เช่น การกิน ประวัติศาสตร์ การแพทย์ฯลฯ 
แต่ไม่ได้เน้น BB เน้นที่แผนการความรอด

การรับใช้
ภายนอก ภายใน
บริหาร สังคม งานบริหาร
อภิบาล พธก.ตั้งคจ. แคร์ หน่วย กลุ่ม
แผนชีวิต(Life Plan)
วางแผนตัวเองก่อน
แนะนำทีมงาน

การทรงเรียกของพระเจ้า

พระมหาบัญญัติ พระมหาบัญชา
ชีวิต(Life) รับใช้(Ministry)
สิ่งที่เป็น(Be) สิ่งที่ทำ((Do)
ผลพระวิญญาณ ขปท.พระวิญญาณ
ความไพบูลย์พระเยซู ขยายอาณาจักรสูงสุด



กลไกการแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง(Self Correction Mechanism)


  • ตะวันตกกับตะวันออกแตกต่างกัน
  • คนตะวันตก เก่งป้องกันปัญหาชอบใช้คู่มือ ส่วนตะวันออกเก่งแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ไม่สนใจคู่มือ
  • ถ้าเรามีกลไกหรือระบบการจัดการระบบ ทำให้เราไม่ต้องไปไล่แก้ปัญหา เรามีความจำกัด
  • วิธีที่ผิด เช่น จีนทำแท้ง 
  • 1)พระเจ้าทรงออกแบบวิธีที่ถูก เช่น ห่วงโซ่อาหาร ทำให้เกิดสมดุลทางธรรมชาติ หรือเม็ดเลือดขาวในระบบร่างกายเรา หรือมีการผสมข้ามสายพันธ์ไม่ได้ ลากับม้าเป็นล่อแต่แพร่พัธ์ต่อไม่ได้  อากาศของโลก 
  • 2)หรือระบบเศรษฐกิจทุนนิยม มีการแข่งขัน คนที่โอกาสขาดทุนแล้วปิดไป แต่คอมมิวนิสต์ไม่มีการแข่งขัน รัฐบาลเป็นเจ้าของ แต่จีนรับเอาทุนนิยมมาจึงไปได้
  • เครดิตการ์ด ห้ามใช้เกินเครดิต
  • โรงแรมมีการ์ดห้อง ป้องกันการเปิดไฟทิ้ง
  • 3)ตัวอย่าง BB คนเนฟิล(น่าจะเกิดจากทูตสวรรค์สมสู่กับมนุษย์) เป็นคนตัวใหญ่ พระเจ้าให้น้ำท่วมโลก 
  • พระเจ้าสร้างทุกอย่างดี อะไรที่นอกเหนือนั้น แสดงว่าไม่ดี พระองค์จึงล้างเพื่อเริ่มใหม่
  • กลไก BB เช่น เรียกผู้นำครอบครัวมาวิหารปีละ 3 ครั้ง /ห้ามแต่งงานกับคนต่างชาติ 
  • ซาโลมอน แต่งงานกับคนต่างชาติ หลงหาย ทิ้งพระเจ้า
  • เอาหินขว้างตาย -->ถ้าทำผิด 5 อย่าง ได้แก่ ล่วงประเวณี ดูหมิ่นบิดามารดา
  • 4)คาทอลิค ไม่มีคำสอน BB แต่ทำไมอยู่ได้ เพราใช้ระบบเป็นตัวควบคุม
  • เช่น ถ้าไม่สารภาพกับพระ พระเจ้าจะไม่ฟัง 
  •  มิสซา เหมือนมหาสนิทแต่ใส่ความหรูหราเข้าไป สอนว่า ถ้าไม่ทำมิสซาไม่รอด
  • 5)คริสตจักร 
  • มาคริสตจักร
  • อธิษฐานขอบคุณพระเจ้าก่อนรับประทานอาหาร
  • มีมหาสนิท
  • การลงวินัย รักษามาตรฐาน
  • กลุ่ม จอห์น เวสลี่ จัดกลุ่มสารภาพบาป ทำให้คนบริสุทธิ์
  • คริสตจักร คล้ายธุรกิจ ถ้าไม่ทำตาม BB จะปิดตัว  มีเปิดปิดใหม่ๆตลอดเวลา ตัวอย่างคจ.สมัยก่อนเคยรุ่งเรืองวันนี้กลายเป็นประเทศมุสลิมก็มี
  • คริสตจักรที่ประนีประนอมจะไปต่อไม่ได้
  • การประยุกต์ 
  • การตอบสนองหลังคำเทศนา
  • ห้ามชายหญิงไปไหนมาไหนด้วยกันโดยลำพัง
  • ระบบสองข้อต่อ โดยหนน.ใช้เวลากับหนค.อาทิตย์ละครั้ง ส่วนหน.ขว.ใช้เวลากับหน.แคร์เดือนละครั้ง
  • สถิติ ช่วยให้รู้กลไกการทำงาน
  • 6)งานบริหาร สืบราคา 3 ร้าน ทำให้เราได้ของถูกอยู่เสมอ
  • เบิกเงิน ไม่มีใบเสร็จมาเคลียร์ ไม่ให้งบครั้งต่อไป
ประยุกต์ ยกตัวอย่างปัญหา 4-5 เรื่อง
ระบบโดยใช้วิธีแบบไม่ผิด BB
เช่น การให้รางวัล
สำคัญที่แรงจูงใจ

วันอังคารที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2555

Week2:แนะนำศาสนศาสตร์


ทบทวน Week 1 20/08/2012
  • สิ่งที่เราทำเกิดจากสิ่งที่เราเชื่อ ทำเพี้ยน เพราะเชื่อเพี้ยน
  • ถ้า
        A ความจริง
        B ผู้รับ
        C ขาดไป
         -->ให้เพิ่ม A ลบ B
  • ศาสนศาสตร์แต่ละที่แตกต่างกัน
-------------------------------------------
Week 2 27/08/2012

  • บริบท คือการนำวัฒนธรรม A เข้ากับ วัฒนธรรม B
วัฒนธรรมพระคัมภีร์สมัยก่อนกับปัจจุบันแตกต่างกัน
เช่น การแสดงความชื่นชมยินดีของคริสเตียนแอฟริกากับคนไทยก็จะแตกต่างกัน

อภิปราย
  1. ให้สรุปถึงเป้าหมายของการมีศาสนศาสตร์ไทย
      -->เพื่อเราจะสามารถประกาศพระกิตติคุณพระเยซูคริสต์ในรูปแบบที่คนไทยสามารถรับได้ง่ายๆ

     2.ให้อภิปราย Fig.2 ในบริบทไทย
       -->ความจริงแท้ พระเจ้าทรงสำแดงผ่านพระคัมภีร์ โดยการปรับสู่คนตะวันตกหรือคนไทย นั้นมีความแตกต่างกัน

    3.ยกตัวอย่างที่คริสเตียนไทยเหมือน B มากกว่า C
         --> ชาวตะวันตกจะนิยมชมชอบคนที่ทำความดีแก่สังคมจนบางครั้งต้องสร้างเป็นอนุสาวรีย์ให้ ส่วนคนไทยก็สร้างแต่สร้างเพื่อกราบไหว้นมัสการ ตอนคนนั้นเป็นคนก็เป็นธรรมดา แน่นอนอาจจะเก่งการสามารถ  แต่พอตายไป คนไทยกลับเชื่อว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่สำหรับคริสเตียนไทย ไม่ไหว้รูปเคารพเหมือนชาวตะวันตก แต่ให้เกียรติ ไม่ลบหลู่ 

คำถามจากทางบ้าน
  1. ให้อาจารย์หัวใจของศาสนศาสตร์
         เช่น การสมรส หลักการคือสามีเดียวภรรยาเดียว ความสัตย์ซอต่อกัน

  • น่าจะมีวิชา ปรัชญาไทย ความคิดแบบไทย เพื่อเข้าใจคนไทย เพื่อนำข่าวประเสริฐมาสู่คนไทยได้อย่างเข้าใจคนไทย




วันอาทิตย์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ศาสนศาสตร์คริสเตียนเพื่อบริบทไทย 1


(อฟ. 1:16 [THSV])
ข้าพ​เจ้า​จึง​ขอบ​พระคุณ​เพราะ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ไม่​หยุด​เลย​เมื่อ​ระลึก​ถึง​ท่าน​ใน​คำ​อธิษ​ฐาน​ของ​ข้าพ​เจ้า

(อฟ. 1:17 [THSV])
ข้าพ​เจ้า​อธิษ​ฐาน​ว่า​ขอ​พระ​เจ้า​ของ​พระ​เยซู​คริสต์​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​ของ​เรา​คือ​พระ​บิดา​ผู้​ทรง​พระ​สิริ ทรง​ให้​ท่าน​ทั้ง​หลาย​มี​จิตใจ ที่​ประ​กอบ​ด้วย​ปัญ​ญา​และ​การ​สำ​แดง เพื่อ​ท่าน​จะ​รู้​จัก​พระ​องค์

(อฟ. 1:18 [THSV])
ขอ​ให้​ตา​ใจ​ของ​พวก​ท่าน​สว่าง​ขึ้น เพื่อ​จะ​ได้​รู้​ว่า​พระ​องค์​ประ​ทาน​ความ​หวัง​อะไร​แก่​ท่าน​ใน​การ​ทรง​เรียก​พวก​ท่าน​นั้น และ​รู้​ว่า​มร​ดก​ที่​มี​ศักดิ์​ศรี​ของ​พระ​องค์​สำ​หรับ​พวก​ธรร​มิก​ชน​นั้น​บริ​บูรณ์​เพียง​ไร


  • ขอพระเจ้าเปิดตาใจเราให้เราเข้าใจความจริงของพระเจ้า(ศาสนศาสตร์)
  • ศาสนศาสตร์เกี่ยวข้องกับบริบทนั้นๆ(All Theology is contextual) 
  • เช่น ในบริทไทยแตกต่างจากบริบทชาวตะวันตก
  • เราจึงต้องสนใจศาสนศาสตร์ในบริบทของเรา
  • เราจะอธิบายศาสนศาสตร์พระเจ้าแก่คนรอบข้างเรา คจ.เราอย่างไร นี่เป็นสิ่งท้าทาย
  • เราต้องการนักศาสนศาสตร์คนไทย 
สิ่งที่เราทำตั้งอยู่บนสิ่งที่เราเชื่อ

วันอังคารที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2555

ศบ.กับการศึกษาพระคัมภีร์

อ.TC เตรียมเทศนา 20 ชม./กรัณฑ์

  1. ใคร่ครวญBB แต่ละวัน
  2. ศึกษา BB แบบลงลึก
               

1)จัดเวลาในการศึกษา BB

2)หาเครื่องมือศึกษา BB
มีห้องสมุดตัวเอง
-ควรศึกษา ภาษาอังกฤษด้วย
-->ฝึกฝน ภาษา ภาษาอังกฤษ
+++++++++++++++++++++
Rick Warrence
Love the Word
Learn the Word
Live the Word


  1. ตั้งคำถามให้ถูกต้อง
  2. บันทึกสิ่งที่สังเกต
  3. อย่าแค่ตีความ แต่ประยุกต์ด้วย 
  4. ศึกษาอย่างเป็นระบบ
  5. ทบทวนซ้ำๆ over and over again
มีท่าทีแบบยาโคบ
ภาวนา meditate =ย่อยความคิด g8uhp;gvnhv'
ยชว 1:8 

6 วิธีในการศ
  1. อ่านออกเสียง เน้นคำต่างกัน
ฮบ 3:16  อ่านทีละคำ คิดใครครวญ
 ได้สิ่งใดแล้วเขียนลงไป
ยิ่งตั้งคำถาม ยิ่งดี
ทำให้ BB อยู่ในใจ โดยแบ่งปันให้คนอื่นฟัง
มคา 6:8
www.40DITW.com

วันเสาร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ความพึงพอใจ CONTENTMENT

Pleasure กระทำให้แล้วพอใจ
Satisfaction มีการตอบสนองต่อคตก.
2 คำนี้เกี่ยวกับปัจจัยภายนอกมาทำให้พอใจ

Contentment
สภาวะที่พึงพอใจโดยไม่ขึ้นกับสิ่งเร้ารอบข้าง
คล้าย ปลง อนิจจังแต่ไม่ใช่
เป็นทางบวก


1)กังวล
มธ.(6:25) “เพราะ​เหตุ​นี้ เรา​บอก​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ว่า อย่า​กระ​วน​กระ​วาย​ถึง​ชีวิต​ของ​ตน​ว่า​จะ​เอา​อะไร​กิน หรือ​จะ​เอา​อะไร​ดื่ม และ​อย่า​กระ​วน​กระ​วาย​ถึง​ร่าง​กาย​ของ​ตน​ว่า​จะ​เอา​อะไร​นุ่ง​ห่ม ชีวิต​สำ​คัญ​ยิ่ง​กว่า​อาหาร​ไม่​ใช่​หรือ? และ​ร่าง​กาย​สำ​คัญ​ยิ่ง​กว่า​เครื่อง​นุ่ง​ห่ม​ไม่​ใช่​หรือ?


คนกังวลโดยเกิดจริงแค่ 8%

2)บ่น
ราก

3)ความไม่มั่นคงในจิตใจ
อาการ
คนไม่ชม
น้อยใจ
งอน
ตัดพ้อ ต่อว่า
อิจฉา รับไม่ได้

สาเหตุ คสพ.กับพระเจ้าไม่แน่น
ให้พระเจ้าเป็นความรู้ไม่ใช่ความรัก

4)ไม่เชื่อฟัง
ล้ำเส้น รวน
สดด 106:24-25

5)ตะเกียกตะกาย
กระสับกระส่ายตลอดเวลา
ไม่รู้จักอิ่ม

6)อิจฉา
มีเรียม

7)ไม่ไว้วางใจพระเจ้า

8)ขาดคำขอบคุณ

2)ความเข้าใจผิด

ไม่ใช่

  1. ต้องมีน้อย ฟป4:12
  2. ห้ามมีสิ่งของ ไม่ใช่ภาพลวงตา ปญจ.4:8
  3. ปฏิเสธความจริงของชีวิต คส.1:11-12
  4. ***เป็นคนเฉื่อยแฉะ เกียจคร้าน*** ฟป.3::11-12  2tim1:16
3)เราจะมี contemtment ได้อย่างไร
  1. ความรักพระเจ้า  ความรักเป็นองค์ประกอบหลักในชีวิตมนุษย์ ถ้า  Expect คาดหวัง,Demand เรียกร้อง,Hope  หวัง(ถูกBB)
  2. รู้จักการจัดสรร สดด.23:1 
  3. รู้จักพระสัญญาพระเจ้า สดด.132:15 
  4. รู้จักฤทธิ์เดชพระเจ้า 



วันอาทิตย์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2554

หลักข้อเชื่อตอนที่ 1: พระเจ้า


คำนำ
          สำหรับคริสเตียน พระเจ้าคือ พระผู้สร้างสรรพสิ่งทั้งปวง แต่แนวความคิดของศาสนาอื่นๆ แตกต่างไปมากน้อยไม่เท่ากัน พระคัมภีร์บันทึกว่า ในปฐมกาลพระเจ้าทรงเนรมิตสร้าง... พระเจ้าคือ ผู้สร้างสิ่งสารพัด ดังนั้นคำจำกัดความของคำว่า พระเจ้า คือ ผู้สร้าง ไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่นใด ไม่ใช่แนวความคิดหรือสิ่งที่มนุษย์จินตนาการขึ้นมาตามความคิดเห็นและประสบการณ์ของตน

1.       เหตุผลทั่วไปที่บ่งชี้ถึงการมีอยู่ของพระเจ้า
1.1.   ความเชื่อว่ามีพระเจ้าเป็นความเชื่อสากล
         มนุษย์ทุกคน ทุกชาติ ทุกภาษาเชื่อและตระหนักว่า มีพระเจ้า มีอำนาจสูงสุด ถึงแม้ว่าแนวความคิดเรื่องพระเจ้าจะแตกต่างกันไปในแต่ละสังคม วัฒนธรรม ดังเช่น ประชาชนที่เอเธนส์มีแท่นบูชาสำหรับพระเจ้าที่ไม่รู้จัก ทุกคนมีความรู้ว่ามีพระเจ้า แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนยอมรับว่ามีพระเจ้า เพราะความบาปของมนุษย์ทำให้มนุษย์ปฏิเสธพระเจ้า    รม.1:21 , สดด 41 :1
         นักมนุษย์วิทยาบอกว่า ความคิดเรื่องพระเจ้าไม่ใช่ขบวนการความคิดที่ต่อยๆพัฒนาขึ้นตามคำสอนหรือความเจริญทางอารยธรรม แต่ความคิดนี้มีอยู่ในมนุษย์ตั้งแต่โบราณ ความคิดเรื่องพระเจ้าในมนุษย์แต่ละคนนั้นเกิดขึ้นพร้อมกับความรู้สึกต้องการที่พึ่ง มนุษย์แสวงหาที่พึ่งที่เหนือธรรมชาติ แต่ความรู้สึกหรือความคิดนั้นอาจจะไม่แจ่มชัด อย่างไรก็ตาม มนุษย์แต่ละคนมีศักยภาพที่จะรู้จักพระเจ้าได้แต่ความถูกต้องมีไม่เท่ากัน
1.2.   ธรรมชาติสำแดงว่าพระเจ้ามีจริง   สดด.19:1-6 , รม.1:18-20
         เมื่อเราเห็นสิ่งต่างๆที่มีอยู่ เรารู้ได้ว่าสิ่งเหล่านั้นต้องมีผู้สร้าง เพราะต้องมีเหตุจึงทำให้เกิดผลที่มองเห็นได้ เมื่อเรามองดูอาคาร เรารู้ว่าสิ่งนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นเองได้ เพราะมีความซับซ้อนมากมาย จะต้องมีผู้ออกแบบวางแผนและสร้างขึ้นมาอย่างแน่นอน ในขณะที่เรามองดูสิ่งต่างๆในโลก เราก็รู้ได้ว่าต้องมีผู้สร้างและผู้สร้างเป็นผู้ที่มีสติปัญญามาก
1.3.   จิตสำนึกที่มีอยู่ในมนุษย์
         จิตสำนึกเป็นตัวบอกว่า อะไรถูก อะไรผิด ในจิตใจมนุษย์ และเป็นตัวบอกว่า เราควรทำสิ่งนั้น ไม่ควรทำสิ่งนี้ หากเราทำผิดจิตสำนึกก็จะรู้สึกผิด จิตสำนึกภายในใจมนุษย์เป็นเหมือนไม้วัดหรือมาตรฐานที่อยู่ภายในใจ มนุษย์ทุกคน ทุกชาติ ทุกภาษา ผู้ที่สร้างจิตสำนึกก็คือ พระเจ้าผู้บริสุทธิ์ แต่หลังจากที่มนุษย์ทำบาป จิตสำนึกของมนุษย์ก็ถูกบิดเบือนโดยความบาป ดังนั้นจึงจำเป้นที่คริสเตียนจะต้องมีพระวจนะคำของพระเจ้าเข้ามาเป็นมาตรฐานในการคิดและการตัดสินใจในทุกๆเรื่อง เพื่อจะไม่ทำผิดพลาด

2.       การสำแดงของพระเจ้า
          ความรู้ทั่วๆไปของมนุษย์ไม่เพียงพอที่จะทำให้มนุษย์รู้จักพระเจ้าได้ เพราะสิ่งที่ถูกสร้างไม่ใช่สิ่งเดียวกับผู้สร้าง ดังนั้นหากเราค้นหาพระเจ้าจากธรรมชาติและจิตสำนึกในตัวมนุษย์เราจะไม่พบ แม้ว่าสิ่งต่างๆเหล่านั้นจะยืนยันว่ามีพระเจ้า แต่เราไม่สามารถบอกได้ว่าผู้สร้างมีลักษณะอย่างไรและมีน้ำพระทัยต่างๆอย่างไร ดังนั้นหากพระเจ้าต้องการให้มนุษย์รู้จักพระองค์ พระองค์ต้องสำแดงพระองค์ให้มนุษย์ได้รู้จัก  มนุษย์จะรู้จักพระเจ้าได้ด้วยการสำแดงของพระองค์เองโดย...
2.1. การดลใจให้มนุษย์เขียนพระคัมภีร์
พระเจ้าทรงสำแดงพระองค์เองตั้งแต่เริ่มสร้างโลกและมนุษย์ โดยการดลใจให้มนุษย์บันทึกการสำแดงของพระองค์ไว้ทางพระคัม๓ร์ (2ทธ. 3  :17) พระเจ้าทรงดลใจให้มนุษย์บันทึกทุกสิ่ง เพื่อสำแดง
2.2. การสำแดงโดยตรง
พระเจ้าทรงสำแดงพระองค์เพื่อให้มนุษย์รู้จักตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา โดยสำแดงผ่านเหตุการณ์ต่างๆ ซึ่งบันทึกไว้ในพระคัมภีร์ และหนังสือประวัติศาสตร์มากมาย และพระเจ้าก็ยังทรงสำแดงพระองค์อยู่จนถึงปัจจุบันโดย
2.2.1.      การปรากฏให้เห็นของพระเจ้า  (Theophanies)
แท้จริงแล้วพระเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณ ไม่มีร่างกายแบบมนุษย์ แต่พระเจ้าสามารถมาปรากฏให้มนุษย์เห็นได้ทางกายภาพ (physical) 1 ทธ. 6 : 16 โดยปกติหากพระเจ้าไม่สำแดงพระองค์ก็ไม่มีใครสามารถเห็นพระเจ้าได้
                             -ปฐก. 18 : 32 อับราฮัมต้อนรับทูตสวรรค์และ 1 ในทูตสวรรค์นั้นคือพระเจ้า
                             -ปฐก. 32 : 22-30   ยาโคบปล้ำสู้กับพระเจ้า
                             -อพย. 3 : 2-6          โมเสสเห็นพระเจ้าที่พุ่มไม้เป็นเปลวไฟลุก
2.2.2.      การสำแดงทางความฝันและนิมิต
                             ถึงแม้ว่าไม่ใช่วิธีเดียวที่พระเจ้าใช้สำแดงพระองค์บ่อยๆแต่ก็มีบันทึกเอาไว้เช่น
                             -2พศด. 3 : 1-7          ซาโลมอนฝัน
                             -ปฐก. 28  :12-16       ยาโคบฝันเห็นบันได
                             การสำแดงโดยนิมิตเป็นวิธีการที่พบในพระคัมภีร์บ่อยกว่าความฝัน เช่น
                             -อสค. 1 : 1     เอเสเคียลเห็นนิมิตวิหารในกรุงเยรูซาเล็ม
                             -อสค. 6  :1-8   อิสยาห์เห็นนิมิตพระเจ้าทรงเรียก
                             -กจ. 16  :9     เปาโลเห็นนิมิตชาวมาซิโดเนีย เป็นต้น
2.2.3.      การสื่อสารโดยตรง
พระคัมภีร์บันทึกว่า พระเจ้าสามารถตรัสกับคนของพระเจ้าโดยตรงได้ พระเจ้าพูดกับมนุษย์โดยพูดจากภายในใจซึ่งตรัสโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ เช่น
                             -กจ. 10  :9     เปโตร (ภายใน)
                             -1คร. 12 : 8    การใช้ของประทานถ้อยคำประกอบด้วยความรู้
                             -1คร. 12  :10  คนที่พระเจ้าพูดผ่านเรียกว่า ผู้เผยพระวจนะ
                             และบางครั้งก็เป็นเรื่องที่ได้ยินจากภายนอก เช่น
                             -1ซมอ. 3  :1    ซามูเอล (ภายนอก)
                             -กจ. 9  :4       เปาโลได้ยินจากฟ้า
2.2.4.      ทางทูตสวรรค์
                             บางครั้งพระเจ้าใช้ทูตสวรรค์ในการสื่อสารสำแดงพระองค์ เช่น
                             -ลก. 2  :8-15   ปรากฏแก่คนเลี้ยงแกะ
                             -ดนล. 10:  10-13       ปรากฏแก่ดาเนียล
2.2.5.      การอัศจรรย์
                             การอัศจรรย์คือการที่พระเจ้าทำสิ่งที่ผิดไปจากกฎธรรมชาติที่พระเจ้าตั้งไว้ เช่น
อพย. 14 : 21 แยกทะเลแดง
2.3. การสำแดงอย่างสมบูรณ์ทางพระเยซูคริสต์
การสำแดงของพระเจ้าโดยวิธีต่างๆนั้น ไม่สามารถเปรียบได้กับการได้พบกับพระเจ้าเอง เพราะเราไม่สามารถเข้าใจพระลักษณะของพระเจ้าได้อย่างครบถ้วนแลเพียงพอ เราจำเป็นต้องมีประสบการณ์ในการใช้เวลา สังเกต จับต้องด้วยมือเหมือนดังเช่นที่ ยอห์นได้กล่าวไว้ใน 1 ยน 1 : 1-2  ว่า ซึ่งมีตั้งแต่ปฐมกาลซึ่งเราได้ยินซึ่งได้เห็นกับตา ซึ่งเราได้พินิจดูและจับต้องด้วยมือของเรานั้นเกี่ยวกับพระวาทะแห่งชีวิต พระเยซูทรงสำแดงพระเจ้า เพื่อให้มนุษย์เข้าใจได้อย่างครบบริบูรณ์ถึงพระลักษณะของพระเจ้าคือ ความบริสุทธิ์ ความชอบธรรม และความรัก เราจะไม่สามารถเข้าใจได้ถ้าพระเจ้าไม่มาบังเกิดเป็นมนุษย์
2.4. การตอบคำอธิษฐานของพระเจ้า แก่คนของพระองค์
ประสบการณ์ชีวิตคริสเตียนทำให้มั่นใจได้ว่ามีพระเจ้า เพราพระเจ้าสามารถตอบคำอธิษฐานของมนุษย์ได้ทำให้มั่นใจในการทรงพระชนม์ของพระเจ้า
การสำแดงของพระเจ้าด้วยวิธีการต่างๆ ที่กล่าวมาเหล่านี้ ทำให้เราสามารถรู้จักพระเจ้าได้ แต่อย่างไรก็ตามเราต้องตระหนักว่าการสำแดงของพระเจ้านั้นจะต้องอยู่ในกรอบพระคัมภีร์เสมอ การสำแดงใดๆ ที่ขัดแย้งกับพระคัมภีร์ย่อมไม่ใช่การสำแดงจากพระเจ้าอย่างแน่นอน

3.       ทัศนะที่ผิดเกี่ยวกับเรื่องพระเจ้า
          เมื่อมนุษย์มีสิ่งที่บอกว่าโลกนี้มีพระเจ้า มนุษย์ก็อาจจะใช้ความคิดของตัวเองและจิตสำนึกที่เสื่อมทรามเพราะความบาปมาคาดคะเนพระเจ้าโดยดูจากสิ่งที่พระเจ้าสร้างและสรุปว่พระเจ้าเป็นอย่างไร ในโลกนี้จึงมีทัศนะเกี่ยวกับพระเจ้ามากมาย ซึ่งเป็นต้นตอของความเชื่อของศาสนาต่างๆในโลก ซึ่งไม่เชื่อว่าพระเจ้าเป็นผู้สร้างเที่ยงแท้แต่องค์เดียว ตัวอย่างความเชื่อที่ผิดเกี่ยวกับพระเจ้าคือ
3.1. พระเจ้าอยู่ทกหนทุกแห่งและอยู่ในทุกสิ่งทุกอย่าง (Pantheism)
          เป็นพระเจ้าที่ไม่มีลักษณะเป็นตัวเป็นตน บุคคล แต่เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งต่างๆเป็นรากฐานของศาสนาทางตะวันออก เช่น ฮินดู พุทธ เริ่มแรกจะเห็นว่ามีการนมัสการสิ่งต่างๆในธรรมชาติ เช่นดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ต้นไม้ ไฟ น้ำ และในที่สุดก็เข้ามาสู่การนมัสการตัวมนุษย์เอง
ข้อขัดแย้ง  หากพระเจ้าเป็นพระผู้สร้างแล้ว สิ่งที่ถูกสร้างจะไม่ใช่สิ่งเดียวกับผู้สร้าง ดังนั้นพระเจ้าจะเข้าไปอยู่ในสิ่งต่างๆไม่ได้
3.2.พระเจ้ามีมากมายหลายองค์ (Polytheism) เช่น เทพเจ้าของกรีก
3.3.เชื่อว่าพระเจ้ามี 2 องค์ (Dualism) คือ พระเจ้าแห่งความดี และพระเจ้าแห่งความชั่ว
3.4.พระเจ้าสร้างโลกนี้ไว้ แต่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับโลกนี้แล้ว (Deism) ดังนั้นจึงปฏิเสธเรื่องการสำแดงของพระเจ้า และการอัศจรรย์ ส่วนใหญ่จะเน้นไปทางวิทยาศาสตร์
3.5.ปฏิเสธว่าโลกนี้มีพระเจ้า (Atheism)
                   ความเชื่อเหล่านี้ขัดแย้งกับความเชื่อของคริสเตียนอย่างสิ้นเชิง เพราะคริสเตียนเชื่อว่าพระเจ้าเที่ยงแท้มีองค์เดียว เป็นพระผู้สร้าง ความเชื่อเช่นนี้เป็นรากฐานความเชื่อของยิว และอิสลามด้วย

4.       ตรีเอกานุภาพ (Trinity)
          พระคัมภีร์ได้บันทึกการสำแดงของพระเจ้า ตลอดตั้งแต่พระองค์สร้างโลกทำให้รู้ว่าพระเจ้าผู้สร้างโลกนั้นมีลักษณะอย่างไร พระเจ้ามีลักษณะเป็นตรีเอกานุภาพ คำว่า ตรีเอกานุภาพ นี้ไม่มีเขียนไว้โดยตรงในพระคัมภีร์ พระเจ้าไม่ได้ใช้คำนี้อธิบายพระลักษณะของพระองค์ แต่เป็นคำที่นักศาสนศาสตร์บัญญัติขึ้นเพื่อบิกลักษณะของพระเจ้าตามที่สำแดงทางพระคัมภีร์ ตรีเอกานุภาพหมายถึง 3 ใน 1 เป็นการสำแดงว่าพระเจ้ามีพระองค์เดียว แต่สำแดงออกมาเป็นสามบุคคล(ภาค) เป็นการสำแดงที่เกินความเข้าใจของมนุษย์เหตุผลที่เราเชื่อเรื่องตรีเอกานุภาพก็คือ
          4.1 พระคัมภีร์เขียนไว้ว่าพระเจ้ามีองค์เดียว
          -ฉธบ. 6 : 4     พระเจ้าเป็นพระเจ้าเดียว
          -1ทธ. 2  :5     มีพระเจ้าเดียว
          ชนอิสราเอลได้รับการเลือกสรรให้รักษาที่มาแห่งเชื้อสายของพระมาซีฮาห์ พระผู้ช่วยให้รอดที่จะมาบังเกิดเป็นมนุษย์ พระเจ้าได้ให้อิสราเอลได้รู้จักกับพระเจ้าผู้เที่ยงแท้มีองค์เดียวมาตลอด เพราะฉะนั้นเขาจึงยึดเรื่องพระเจ้าแท้องค์เดียวอย่างเหนียวแน่น ด้วยเหตุนี้เองคนยิวจึงรับไม่ได้เมื่อพระเยซูบอกว่า พระองค์เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระเจ้า
          4.2 พระคัมภีร์เขียนไว้ว่าพระเจ้ามีหลายบุคคล ปฐก. 1 : 26  คำว่า เรา ( “Let us…”) เป็นพหูพจน์ที่แสดงว่ามีมากกว่า 1 บุคคลที่เกี่ยวข้อง และพระเจ้ายังไม่ได้สร้างมนุษย์จึงยังไม่มีมนุษย์ พระเจ้าไม่ได้สร้างมนุษย์ตามอย่างทูตสวรรค์ แต่สร้างตามอย่างพระฉายของพระเจ้า ดังนั้นต้องมีมากกว่า 1 บุคคล
          ภาษาฮิบรูมีหลายคำที่ใช้เรียกพระเจ้า เช่น คำว่า “EI” เป็นเอกพจน์ ใช้ไม่กี่ร้อยครั้งในพระคัมภีร์เดิม แต่คำว่า “ELOHIM” เป็นลักษณะพหูพจน์ แบบ Compound Noun (ลักษณะพวงองุ่น) ใช้หลายพันครั้งในพระคัมภีร์ ปฐก. 1 : 1 คำนี้แสดงความเป็นหนึ่งแบบมีกลุ่มรวมกันเป็นหนึ่ง เช่น องุ่น 1 พวง(ช่อ) เป็นต้น
          4.3 พระคัมภีร์เขียนไว้ว่ามี 3 บุคคลที่ถูกเรียกว่าเป็นพระเจ้าใน
          ก. พระบิดาเป็นพระเจ้า  ยน.8 : 54
          ข. พระเยซูเป็นพระเจ้า  ยน. 1 : 1, 20 : 26-29
          ค. พระวิญญาณเป็นพระเจ้า      ยน. 14 : 16-17 พระเยซูทรงกล่าวถึงพระวิญญาณบริสุทธิ์ว่าเมื่อพระองค์ทรงเสด็จขึ้นสวรรค์แล้ว พระองค์จะประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์กับผู้เชื่อ เพื่อมาเป็นพระผู้ช่วยคำว่า ผู้ช่วย ในภาษาเดิมแสดงถึง ผู้ช่วยที่มีลักษณะเช่นเดียวกับพระองค์เอง คือ เป็นพระเจ้าเช่นเดียวกับพระเยซู กจ. 5 : 1-4 การมุสาต่อพระวิญญาณเท่ากับมุสาต่อพระเจ้า
4.4    หลักข้อเชื่อในพระคัมภีร์เดิม เตรียมทางให้เข้าใจเรื่อง ตรีเอกานุภาพ เช่นการใช้คำว่าElohim,US
(เรา) ที่ใช้เป็นพหูพจน์
          -สดด. 110 : 1 พระเยซูอ้างถึงใน มธ. 10 : 11-46 ว่า กล่าวถึงพระองค์
          -อสย. 63 : 10-16, 48 : 16  กล่าวถึงพระวิญญาณบริสุทธิ์ แต่ตรีเอกานุภาพในพระคัมภีร์เดิมไม่ชัดเจนและยิวไม่เข้าใจเรื่องนี้อย่างครบบริบูรณ์
4.5    หลักข้อเชื่อในพระคัมภีร์ใหม่
มีการบันทึกเรื่องตรีเอกานุภาพเช่นกัน
-พระเยซูทูลขอพระบิดาให้ส่งพระวิญญาณบริสุทธิ์มาเป็นผู้ช่วยมนุษย์  ยน. 14 : 15-16
-การบัพติสมาของพระเยซูปรากฏทั้งพระบิดา พระวิญญาณบริสุทธิ์ และพระเยซู  มก. 1 : 10-11
-พระเยซูสั่งให้บัพติสมาในนามของตรีเอกานุภาพคือ ในนามของพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ มธ. 28 : 19
-ผู้เขียนพระคัมภีร์ใหม่กล่าวถึงตรีเอกานุภาพ เช่น การกล่าวคำอำลาของอัครทูต  2คร. 13 : 14, 2ธส. 2 : 13-14
ลักษณะของตรีเอกานุภาพ คือ 3 บุคคลเท่าเทียมกัน
(1)     เท่าเทียมกันในความเป็นพระเจ้า (co-equal) ไม่มีใครเป้นพระเจ้าด้อยกว่าใคร เป็นพระเจ้าทั้งพระองค์ทุกพระองค์ แต่มีหน้าที่แตกต่างกัน
(2)     ทรงอยู่ด้วยกันมาตลอดนิรันดร์ (co-eternal) เช่น ยน.1 : 1
(3)     ทรงอยู่พร้อมๆกันในเวลาเดียวกัน ไม่มีใครสร้างใคร (co-existence) คือ มีทั้งพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงอยู่พร้อมๆกัน เช่น มก. 1 : 9-11 ตอนที่พระเยซูทรงรับบัพติสมาในน้ำ
ตรีเอกานุภาพเป็นพระเจ้า 3 บุคคลที่มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน อย่างเช่นที่พระเยซูอธิษฐานต่อพระบิดาให้สาวกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ยน. 17 : 22
ทัศนะที่ผิดเรื่องตรีเอกานุภาพ
(1)     มีพระเจ้าเดียว พระภาคเดียว (บุคคลเดียว)
(2)      มีพระเจ้า 3 พระภาค ปรากฏในเวลาต่างๆกัน
(3)      มีพระเจ้า 3 องค์

5.       ลักษณะของพระเจ้า
          5.1 ลักษณะทางธรรมชาติ (Natural Attribute)
          5.1.1 พระเจ้าเป็นพระวิญญาณ ยน.4 : 24, 1ทธ. 1 : 17, คส. 1 : 15, อพย. 20 : 4 เราไม่สามารถมองเห็นพระเจ้าได้พระเจ้าไม่มีร่างกาย รูปร่าง วิญญาณไม่ได้หมายถึงพลังงาน อพย. 20 : 4 พระเจ้าห้ามการทำรูปเคารพ เพราะพระองค์เป็นพระวิญญาณ ถึงแม้ว่าพระคัมภีร์จะกล่าวถึงมือ-เท้าของพระเจ้า แต่ก็เป็นการเปรียบเทียบเท่านั้น แท้จริงแล้ว พระเจ้าไม่มีร่างกายแบบมนุษย์ แต่สามารถทำสิ่งต่างๆได้
          5.1.2 พระเจ้าเป็นบุคคล มีสติปัญญา, อารมณ์ความรู้สึก, การตัดสินใจ, จิตสำนึกด้านคุณธรรม มนุษย์ได้รับลักษณะบุคคลมาจากพระเจ้า
          5.1.3 พระเจ้าเป็นองค์อธิปไตย (Sovereignty) พระเจ้าทรงเป็นอยู่โดยพระองค์เอง พระองค์บริบูรณ์ในพระองค์เอง เป็นผู้ปกครองจักรวาลแต่ผู้เดียว ไม่ต้องพึ่งพาใคร อสย. 41 : 4, 44 : 6, อพย. 3 : 13-14, รม. 11 : 33-34,9 : 19-20, อฟ. 1 : 5, สดด. 115 : 3 พระองค์มีเอกสิทธิ์ที่จะตัดสินใจทำอะไรก็ได้
          5.1.4 พระเจ้าทรงอยู่นิรันดร์ ไม่ถูกจำกัดด้วยมิติของเวลา ฉธบ. 33 : 27, สดด. 102 : 11-12 พระเจ้าไม่แก่ ไม่ตาย แต่ทรงเป็นอยู่นิรันดร์เหมือนเดิม
5.1.5 พระเจ้าทรงอยู่ทุกหนทุกแห่ง (Omnipresent) โดยอยู่ทั้งพระองค์ การอยู่ทุกหนทุกแห่ง มี 2 ลักษณะ คือ
ก.      พระเจ้าสถิตในโลกนี้ทุกหนทุกแห่ง ทำพระราชกิจผ่านสิ่งที่ทรงสร้าง (Immanance) ฮบ. 1 : 1-3
ข.      พระเจ้าแยกจากสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างและอยู่เหนือสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง (Transceudance) สดด.139 : 7-12, มธ. 18 : 20
5.1.6 พระเจ้าทรงฤทธานุภาพไม่จำกัด (Omniscient) พระองค์สามารถทำอะไรก็ได้ ไม่มีอะไรที่พระเจ้าทำไม่ได้ยกเว้น ความบาป ปฐก. 18 : 14, วว. 19 : 6, มธ. 19 : 26
ก. เหนือธรรมชาติ        สดด. 33 : 6-9
ข. เหนือมนุษย์  อพย. 4 : 11,21
ค. เหนือทูตสวรรค์       สดด. 103 : 20
ง. เหนือมารซาตาน      โยบ 1 : 12,2 : 6, วว. 20 : 2
จ.เหนือความตาย        อฟ. 1 : 19-21, วว. 20 : 14
5.1.7 พระเจ้าทรงรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง ความรู้ของพระเจ้านั้นไม่จำกัด พระองค์ทรงรู้ทั้งในอดีต ปัจจุบันและอนาคต พระองค์ทรงรู้ทั้งสิ่งที่เห็นและไม่เห็น ทรงรู้แม้กระทั่งสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ในความคิดของมนุษย์ สดด.147 : 5, อสย. 40 : 13, ฮบ. 4 : 13
5.1.8           พระเจ้าไม่เปลี่ยนแปลง (พระลักษณะ) (Immutable) พระเจ้าอาจจะเปลี่ยนแปลงการปฏิบัติหรือต่อมนุษย์ แต่พระลักษณะของพระเจ้าไม่เปลี่ยนแปลง ฮบ. 13 : 8
5.1.9           พระเจ้าทรงสูงเกินกว่าที่จะเข้าใจได้หมด (Imcomprehensive) มนุษย์ไม่สามารถที่จะรู้จักและเข้าใจพระเจ้าได้หมด  โยบ 5 : 8-9,11 : 7-9, รม. 11 : 33-36, อสย. 59 : 8-9
5.1.10        พระเจ้าไม่มีความจำกัด (Infinite) พระเจ้าไม่ถูกจำกัดด้วยเวลา สถานที่ ไม่มีสิ่งใดจำกัดพระเจ้าได้ ยกเว้น พระลักษณะและน้ำพระทัยของพระเจ้าเอง เช่น พระเจ้าทำบาปไม่ได้ เพราะพระลักษณะของพระเจ้าคือ บริสุทธิ์  1พกษ. 8 : 22-23,27, ยรม. 23 : 24, มธ. 17 : 20
5.2       คุณลักษณะทางศีลธรรม (Moral Atrribute)
5.2.1 พระเจ้าบริสุทธิ์ (Holy)
          ความบริสุทธิ์เป็นคุณลักษณะพื้นฐานสำคัญของพระเจ้า และสำแดงเด่นชัดมากที่สุดในพระคัมภีร์เดิม  ลนต. 19 : 2, สดด. 99 : 9, 1 ปต. 1 : 15
          ใน IVF Bew Bible Dictionary กล่าวว่า เนื่องจากความบริสุทธิ์ได้ครอบคลุมพระลักษณะทุกอย่างของพระเจ้าจึงอาจให้คำจำกัดความว่า ความบริสุทธิ์เป็นแสงที่ส่องออกมาจากความเป็นพระเจ้า เหมือนแสงอาทิตย์ที่ประกอบไปด้วยสีรุ้งผสมผสานออกมาเป็นแสงสว่าง ดังนั้นการสำแดงของพระเจ้าถึงพระลักษณะของพระองค์ผสมผสานออกมาเป็นความบริสุทธิ์ ซึ่งเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทั้งหมด พระเจ้าทรงปกครองดูแลโลกและจักรวาลด้วยความบริสุทธิ์ ดังนั้นทุกอย่างที่แสดงออกมานั้น เพื่อรักษาโลกนี้ไว้ในความบริสุทธิ์
ความบริสุทธิ์ของพระเจ้าสำแดงออกมาเป็น 2 ลักษณะ คือ
ก.      ความชอบธรรมคือ การทำทุกอย่างในทางที่ถูกต้อง ในความชอบธรรมนั้นพระเจ้าก็ได้สำแดงความรัก และความบริสุทธิ์ด้วย
ข.      ความยุติธรรม ในความยุติธรรม พระเจ้าสำแดงความเกลียดบาปมากที่สุด พระเยซูทรงสำแดงพระลักษณะ2 อย่างนี้เมื่อพระองค์มารับผิดแทนเรา  อสย. 53 : 1-10, ฮบ. 2 : 7, 1ปต. 2 : 21-25,3 :18
พระเจ้าสำแดงความบริสุทธิ์ในสิ่งอื่นๆด้วย เช่น
1.ด้านพระราชกิจ พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ให้บริสุทธิ์แต่แรก
2.ด้านพระธรรม พระเจ้าทรงประทานพระบัญญัติบริสุทธิ์
3.ด้านนิมิตที่สำแดงความบริสุทธิ์ของพระเจ้าแก่อิสยาห์ อสย. 6 : 1-5, แก่ยอห์น วว. 4 : 8-11
4.ด้านสิ่งของ เช่น พลับพลาและเครื่องใช้ในพลับพลาบริสุทธิ์ เป้นต้น
5.2.2 พระเจ้าเป็นความรัก
          ความรักของพระเจ้าเป้นความรักที่ไม่เห็นแก่ตัว ไม่มีเงื่อนไข เป็นความรักที่แสดงออกด้วยการสนใจสวัสดิภาพของผู้อื่น และแสดงออกแก่ผู้อื่นให้ดีที่สุด ให้สิ่งที่ดีที่สุดแก่คนอื่น 1 ยน. 4 : 8-16,19 ไม่ขึ้นอยู่กับความดี หรือ ลักษณะของผู้รับ
พระคัมภีร์บันทึกว่าพระเจ้าทรงรัก
-พระบุตร        มธ. 3 : 17, ยน. 17 : 24
-ผู้เชื่อ            ยน. 16 : 27, 17 : 23
-อิสราเอล        ยรม. 31 : 3
-คนบาป                   อฟ.2 : 4-5, รม. 5 : 6-8
ความรักของพระเจ้าสำแดงโดย
-การประทานพระบุตรมาเพื่อเรา  ยน.3 : 16, 1ยน. 4 : 8, รม. 5 : 6-8
-การให้เรามีสิทธิเป็นบุตรของพระองค์  ฮบ. 12 : 6-11
5.2.3 พระเจ้าประเสริฐ อพย. 33 : 19,22 พระเจ้าประเสริฐทั้งพระลักษณะและการกระทำ ความประเสริฐนั้นเท่าเทียมกับพระสง่าราศีของพระองค์ ทุกอย่างที่พระเจ้ากระทำล้วนประเสริฐ สดด.72 : 18 ความประเสริฐของพระเจ้าเป็นสิ่งที่ทำให้พระองค์มีเมตตา สุภาพ อดทนนาน และเต็มไปด้วยความปรารถนาดีต่อมนุษย์ สดด. 107 : 8
5.2.4 พระเจ้าเมตตา (คล้ายคำว่า พระคุณ) เป็นพระลักษณะที่ทำให้พระเจ้าทรงช่วยมนุษย์ แม้มนุษย์ไม่สมควรได้รับ
-การปรับโทษมนุษย์เป็นสิ่งที่พระเจ้าต้องกระทำ แต่เพราะความเมตตาพระเจ้าจึงทรงเลือกที่จะช่วยเหลือมนุษย์ โดยการเสียสละพระชนม์ชีพของพระองค์เพื่อไถ่เรา
-ความเมตตาของพระเจ้าไม่มีขีดจำกัดทั้งด้านปริมาณและเวลา คือ นิรันดร์ สดด. 103 : 7, ฉธบ. 4 : 31
5.2.5 พระเจ้าสัตย์จริง   ทต. 1 : 12 สัจจะ
-พระเจ้าพูดปดไม่ได้     1ธส. 1 : 9, รม. 3 : 4
-พระเจ้าเป็นแหล่งเดียวของความจริง และมาตรฐานความจริงมาจากพระเจ้าเท่านั้น
5.2.6 พระเจ้าสัตย์ซื่อ ฉธบ. 7 : 9 รวมถึงความจงรักภักดี, ซื่อสัตย์, การไม่เปลี่ยนแปลงในสัญญา ฮบ. 11:   1, 1คร. 1 : 9, ฮบ. 10 : 23, สดด. 36 : 5,89:  1-2

6.       ชื่อ (พระนาม) ของพระเจ้า
          6.1 Elohim
          ไม่ใช่ชื่อส่วนพระองค์ แต่เป็นการกล่าวถึง ตำแหน่ง ฤทธานุภาพของพระเจ้า เป็นพหูพจน์ ใช้ในพระคัมภีร์ถึง 2,570 ครั้ง ปฐก. 1  :1, สดด. 19 : 1 พระผู้สร้าง
          6.2 EL เป็นคำเอกพจน์ ซึ่งกล่าวถึงพระลักษณะของพระเจ้าที่มีฤทธานุภาพ พบ 250 ครั้ง นอกจากคำว่า “EL” ยังสามารถนำไปผสมกับคำอื่นซึ่งบอกถึงพระลักษณะของพระเจ้าด้านต่างๆ ได้อีกด้วย เช่น
          6.2.1 Elyon แปลว่า พระเจ้าผู้สูงสุด ปฐก. 14 : 18, ฉธบ. 32 : 8, ดนว. 4  :34-35, อสย. 16 : 13-14
          6.2.2 El Roi แปลว่า พระเจ้าผู้ให้เห็น  ปฐก. 16  :13
          6.2.3 El Shaddi  ใช้ 48 ครั้ง แปลว่า พระเจ้าผู้ทรงมหิทฤทธิ์ ปฐก. 17 : 1
          6.2.4 El Olam แปลว่า พระเจ้าเป็นพระเจ้าเนืองนิตย์ อสย. 40 : 28
6.3 Adonai แลว่า เจ้านาย หรือ พระเจ้าเป็นเจ้าของทุกสิ่งที่ทรงสร้าง ใช้ในพระคัมภีร์เดิมถึง 340 ครั้ง คำว่า “Adonai” ในมลค. 1  6 ตรงกับภาษากรีกคำว่า “Kurios” หมายถึง ทาสเชื่อฟังเจ้านายและเจ้านายต้องจัดสรรดูแลทาส
6.4 Jehovah แปลว่า เราเป็น ใช้ราว 6,823 ครั้ง เป็นชื่อส่วนตัวของพระเจ้า ซึ่งบอกถึงพระลักษณะของพระเจ้าที่ไม่เปลี่ยนแปลง เป็นอยู่ตั้งแต่นิตย์นิรัยดร์กาล ความจริงคนยิวไม่มีการออกเสียง เพราะถือเป็นชื่อศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า ในภาษาเดิมเขียนว่า YAWEH นามนี้ใช้พูดกับโมเสสใน อพย. 3 : 14 คนยิวจะเลี่ยงออกเสียง Adonai แทน ในพระคัมภีร์นิยมเอาคำนี้มาผสมกับคำอื่นเพื่อแสดงถึงพระหัตถกิจของพระเจ้า เช่น
6.4.1 Jehavah Jireh             พระเจ้าผู้จัดสรรไว้ให้  ปฐก. 22 : 13-14
6.4.2 Jehovah Nissi             “พระเจ้าเป็นธงชัย       อพย. 17  :15
6.4.3 Jehovah Shalom                   “พระเจ้าเป็นสันติสุข     ผวฉ. 6  :24
6.4.4 Jehovah Sabaoth “พระเจ้าจอมโยธา     สดด. 68 : 17, อพย. 12 : 41, 1ซมอ. 1  :3
6.4.5 Jehovah Maccaddesehem (Qadash)”พระเจ้าผู้กระทำให้บริสุทธิ์  อพย. 31 : 13,ลนต. 28 : 8
6.4.6 Jehovah Raah            “พระเจ้าทรงเป็นผู้เลี้ยงดู                     สดด. 23  :1
6.4.7 Jehovah Tsidkenu         “พระเจ้าทรงเป็นความชอบธรรม  ยรม. 23 : 6,33  :16
6.4.8 Jehovah Shammah       “พระเจ้าทรงสถิตย์                  อสค. 48 : 35
6.4.9 Jehovah Rapha                    “พระเจ้าทรงเป็นแพทย์             อพย. 15  :26
6.4.10 Jehovah Yasha –Gaal พระเจ้าเป็นพระผู้ช่วย              อสย. 49  :26